15 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพ: ชวนถอดบทเรียนจากนิทรรศการ "Through a Different Lens" การมองผู้หญิงในเรือนจำผ่านเลนส์แห่งความเข้าใจ


นับตั้งแต่สมัชชาสหประชาชาติได้ให้การรับรอง “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2553 ข้อกำหนดกรุงเทพถือเป็นกรอบแนวทางสากลฉบับแรกที่พูดถึงผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและมิติทางเพศ โดยในปี พ.ศ. 2568 นี้นับเป็นวาระครบรอบ 15 ปีแห่งการรับรองข้อกำหนดดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการขับเคลื่อนระดับโลกเพื่อมุ่งสู่กระบวนการยุติธรรมที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศภาวะ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสนี้ด้วยการพัฒนาและออกแบบนิทรรศการในหัวข้อ “Through a Different Lens” ณ TIJ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงที่มาและความสําคัญของข้อกําหนดกรุงเทพ และความตระหนักรู้เกี่ยวกับภูมิหลัง ประสบการณ์ และความท้าทายที่ผู้หญิงในระบบราชทัณฑ์ต้องเผชิญ นิทรรศการนี้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและมิติของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันจะนำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้หญิงตามเจตนารมณ์ของข้อกำหนดกรุงเทพ อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน 

 

"Through a Different Lens" กับความต้องการเฉพาะเชิงเพศภาวะ

เมื่อมองสถิติประชากรเรือนจำโลกจะเห็นว่าผู้ชายมีสัดส่วนมากกว่าผู้หญิง แต่จำนวนผู้หญิงที่ถูกจำคุกกลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จากจำนวนผู้ต้องขังทั่วโลกกว่า 11.5 ล้านคน มีผู้หญิงประมาณ 733,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.8 โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จำนวนผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 57 ในขณะที่จำนวนผู้ต้องขังชายเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 22 ผู้หญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยส่วนมากเป็นแม่หรือผู้ดูแลหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว และถูกจำคุกในข้อหาความผิดที่ไม่รุนแรงหรือคดีเล็กน้อย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความยากจนและภาระการดูแลครอบครัว อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวด ระบบกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ และการทำให้สถานะทางสังคมของพวกเธอกลายเป็นอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ชายเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ในเรือนจำ ระบบราชทัณฑ์จึงถูกออกแบบมาเพื่อผู้ชายในหลายมิติ เช่น สถาปัตยกรรมของเรือนจำ มาตรการรักษาความปลอดภัย การให้บริการด้านสุขภาพ การติดต่อกับครอบครัว ตลอดจนการเข้าถึงการศึกษาและการทำงาน ความต้องการและลักษณะเฉพาะของผู้หญิงในเรือนจำจึงมักถูกมองข้ามและไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในโซนแรกของนิทรรศการ ซึ่งจัดแสดงผ่านภาพจำนวน 6 ภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงกลุ่มต่างๆ ในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ต้องขังหญิงทั่วไป ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ ผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศ และผู้ต้องขังหญิงสูงวัย แต่ละภาพดูเผินๆ อาจตีความได้หลากหลายมิติ ทว่าเมื่อผู้ชมมองผ่านเลนส์สีน้ำเงินที่รายล้อมอยู่รอบภาพเหล่านี้ จะได้เห็นความจริงอีกด้านของชีวิตผู้หญิงในเรือนจำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเฉพาะที่ควรได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม ทั้งในมิติของสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความแตกต่างทางเพศภาวะที่สังคมไม่ควรมองข้าม

 

ภาพแรกมาในชื่อ Invisible Wounds หรือ บาดแผลที่มองไม่เห็น บอกเล่าถึงภูมิหลังของผู้ต้องขังหญิงที่มักประสบปัญหาความยากจน ภาระเลี้ยงดูบุตร การพึ่งพาสารเสพติด และการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้อาจนำมาสู่เส้นทางอาชญากรรมของพวกเธอ สะท้อนว่าผู้หญิงกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติที่คำนึงถึงภูมิหลัง บาดแผลทางจิตใจ สุขภาพจิต และการแก้ไขฟื้นฟูที่เหมาะสม ภาพที่สอง Shared Punishment หรือ บทลงโทษร่วมกัน สะท้อนถึงบทบาททางเพศที่ค่านิยมทางสังคมคาดหวังให้ผู้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลครอบครัว เมื่อผู้หญิงหนึ่งคนถูกจองจำก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเธอถูกจองจำไปด้วย เพราะครอบครัวของเธอต้องเผชิญความยากลำบากจากการขาดคนเลี้ยงดู ภาพที่สี่ Mothers in Custody หรือ แม่ในเรือนจำ สะท้อนความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ มารดาที่ให้นมบุตร รวมไปถึงเด็กติดผู้ต้องขัง ที่เรือนจำควรให้ความสำคัญกับสุขภาพและพัฒนาการของทั้งแม่และเด็ก ภาพต่อมา A Woman Inside หรือ ข้างในเธอคือผู้หญิง สื่อถึงผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศที่ความต้องการเฉพาะของพวกเธอมักถูกมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจนในการดูแลผู้หญิงกลุ่มนี้ ทำให้ในหลายๆ ประเทศใช้การจำแนกโดยอิงตามเพศกำเนิดและอวัยวะเพศ ตั้งแต่การถูกจองจำในแดนผู้ชายหรือแดนพิเศษไปจนถึงการถูกริดรอนการเข้าถึงสิ่งจำเป็นต่างๆ ในการยืนยันเพศของตน อาทิ เครื่องสำอาง เสื้อผ้าผู้หญิง การไว้ผมยาว และฮอร์โมน สำหรับภาพที่สี่ The Mirror of Age หรือ เงาสะท้อนแห่งวัย เป็นภาพแทนความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงสูงวัย ทั้งด้านสุขภาพ การพยาบาล การออกแบบและวัสดุสำหรับพยุงตัวและเคลื่อนไหว รวมไปถึงการติดต่อกับบุตรหลาน และภาพสุดท้าย A Life on Hold หรือ ชีวิตที่ถูกชะงักไว้ แสดงให้เห็นถึงเวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียไปในเรือนจำ ทั้งๆ ที่เธอสามารถใช้เวลาเหล่านั้นทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตและเป็นประชากรที่มีคุณภาพให้กับสังคม เช่น การเรียนหนังสือ การทำงาน การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมีความสุข แต่กลับต้องเสียเวลาเหล่านั้นไปในเรือนจำจนเวลาล่วงเลยมาถึงวัยชราในที่สุด

 

ภาพเหล่านี้จุดประกายคำถาม ข้อคิดเห็น และพื้นที่ในการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงความสำคัญของข้อกำหนดกรุงเทพ และทำความเข้าใจว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิงในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติของสังคมและการพัฒนาในเชิงนโยบายต่อไป

 

“Personal Objects, Powerful Stories” ความเจ็บปวดของการถูกจองจำ

ในโซนที่สองของนิทรรศการฯ เป็นการจัดแสดงสิ่งของส่วนตัวที่มีความหมายของผู้หญิงในเรือนจำและผู้หญิงที่มีประสบการณ์การถูกคุมขัง ทั้งหมดกว่า 90 ชิ้น ผ่านการรวบรวมโดยคณะวิจัยของ TIJ ที่ได้ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์รวมถึงเก็บข้อมูลและวัตถุทั้งหมดในเรือนจำประเทศไทยและจากความอนุเคราะห์ของหน่วยงานราชทัณฑ์สิงคโปร์ ฟิลิบปินส์ คอสตาริกา และแอฟริกาใต้ โดยของทุกชิ้นสะท้อนตัวตนและประสบการณ์ของผู้หญิงกลุ่มต่างๆ ในเรือนจำ ซึ่งถูกคัดเลือกโดยตัวผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษหญิงเองทั้งสิ้น การบอกเล่าเรื่องราวผ่านวัตถุเช่นนี้ช่วยทลายกำแพงเรือนจำให้คนทั่วไปได้เข้าใจโลกหลังกำแพงได้อย่างแท้จริง

 

สิ่งของหลายชิ้นที่ถูกจัดแสดงสะท้อนถึงความท้าทายที่ซับซ้อนของผู้หญิงที่ถูกคุมขังในเรือนจำ แม้ว่าการจำคุกจะดูเหมือนเป็นรูปแบบการลงโทษที่ไม่รุนแรงเท่าการประหารชีวิตหรือการทรมาน แต่ก็ยังคงสร้างความทุกข์ทรมานในแบบของมันเองอยู่ดี ดังที่เกรแชม ไซค์ส (Gresham Sykes) ได้กล่าวไว้ในงานเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2501/2550 เกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ความเจ็บปวดของการถูกจองจำ” (Pains of Imprisonment) 5 ประการที่ผู้ต้องขังถูกริดรอนในชีวิตประจำวัน 

 

“สำหรับใครบางคน ผ้าอ้อมอาจเป็นเพียงสิ่งของธรรมดา แต่สำหรับฉัน มันคือสัญลักษณ์ของความรักและความเป็นแม่ วันที่ 13 เมษายน 2561 วันที่ฉันถูกจับและต้องพรากจากลูกสาววัยเพียงสี่เดือน การกอดครั้งสุดท้ายยังคงชัดเจนในใจ ผ้าอ้อมผืนนี้คือสิ่งเดียวที่ฉันได้รับอนุญาตให้เก็บไว้ และมันกลายเป็นเครื่องปลอบใจที่มีกลิ่นและความทรงจำของลูกสาวอยู่เสมอ ตลอดเกือบเจ็ดปี มันเตือนถึงทั้งความผิดพลาดและความหวัง เป็นแรงผลักดันให้ฉันเข้มแข็ง เพื่อรอวันที่จะได้กลับไปพบเธออีกครั้ง เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปและพิสูจน์ว่า ‘ความรักของแม่’ นั้นเหนือกว่ากำแพงใดๆ”

 

หนึ่งในความเจ็บปวดของการถูกจองจำที่สะท้อนผ่านวัตถุที่ถูกนำมาจัดแสดง คือ การสูญเสียซึ่งอิสรภาพ (The Deprivation of liberty) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการเคลื่อนไหวในพื้นที่จำกัด แต่ยังรวมถึงอิสรภาพในการอยู่ร่วมกับครอบครัว สำหรับผู้หญิง การถูกพรากจากครอบครัว โดยเฉพาะจากบุตรหลาน มักสร้างบาดแผลทางอารมณ์รุนแรงกว่าผู้ชาย ความรู้สึกผิดและความคิดถึงลูกกลายเป็นภาระทางใจที่หนักหน่วง และในหลายกรณี ระบบเรือนจำยังขาดกลไกสนับสนุนบทบาทความเป็นแม่อย่างเพียงพอ ข้อกำหนดกรุงเทพให้ความสำคัญกับการดูแลและสนับสนุนผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ อยู่ในระยะให้นมบุตร หรือมีบุตรอยู่ด้วยในเรือนจำ โดยคำนึงถึงไม่เพียงแค่ความต้องการด้านสุขภาพและโภชนาการของมารดา แต่ยังรวมถึงความต้องการทางอารมณ์และพัฒนาการของเด็กด้วย นอกจากนี้ ยังกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจในการอนุญาตให้เด็กอยู่ร่วมกับมารดาในเรือนจำ รูปแบบการดูแลที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และแนวทางในการแยกเด็กออกจากเรือนจำ ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนต่อการกำหนดนโยบายด้านราชทัณฑ์ของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ ข้อกำหนดได้เน้นย้ำว่า การจำคุกควรเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือมีบุตรเล็กอยู่ในความดูแล  

 

“สำหรับผู้ต้องขัง จดหมายเปรียบเสมือนเส้นชีวิตที่ส่งผ่านความรู้สึก เรื่องราว และช่วงเวลาต่าง ๆ จากหลังกำแพงไปสู่โลกภายนอก การเขียนจดหมายช่วยให้พวกเขายังคงรักษาความสัมพันธ์กับคนที่รัก และช่วยบรรเทาความโดดเดี่ยวลงได้ ทุกจดหมายที่ส่งหรือได้รับล้วนเติมเต็มความสุข ความหวัง และความรู้สึกที่มีความหมาย…”  

 

การสูญเสียอิสรภาพยังส่งผลไปถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ทางเพศแบบต่างเพศ (The Deprivation of Heterosexual Relationships) เนื่องจากเรือนจำมักแยกผู้ต้องขังตามเพศ ทำให้ผู้ต้องขังสูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์เชิงรักหรือใกล้ชิด ส่งผลให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การถูกพรากจากครอบครัว คู่ชีวิต และความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่เป็นที่พึ่ง เป็นอีกหนึ่งแง่มุมของความเจ็บปวดที่ยากจะบรรเทา แม้ว่าการเยี่ยมญาติจะช่วยลดความทุกข์ได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยนัก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ต้องขังหญิงถูกคุมขังในเรือนจำที่อยู่ห่างไกลบ้าน เนื่องจากข้อจำกัดของเรือนจำในบางประเทศที่อาจไม่มีแดนสำหรับผู้หญิงในทุกพื้นที่ ทำให้การเยี่ยมยิ่งเป็นไปได้ยาก จดหมายจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญที่เชื่อมต่อผู้ต้องขังกับคนรักและคนสำคัญในชีวิตเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ถูกกีดขวางด้วยกำแพงเรือนจำ

 

"สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรือนจำที่เราจะขาดไม่ได้มี 4 อย่าง คือ 1. ช้อน 2. ชั้น 3. ชุด 4. ชีวิต 4ช. นี้คือสิ่งที่ฉันต้องรักษาไว้ให้ดี โดยเฉพาะช้อน ถ้าช้อนหาย มื้อนั้นเราก็อดข้าวแน่นอน และช้อนที่ใช้ก็จะต้องใช้ 2 คัน เพราะว่าทางเรือนจำไม่มีส้อมขาย เราจึงต้องใช้ช้อนแทนส้อมด้วย"

 

ความเจ็บปวดอีกประการหนึ่งคือการสูญเสียสิ่งของและบริการ (The Deprivation of Goods and Services) การเข้าถึงสิ่งของเครื่องใช้และความสะดวกสบายที่หาได้ในโลกภายนอกถูกจำกัดอย่างมากในเรือนจำ ความขาดแคลนสิ่งของเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกขาดแคลนในชีวิต ผู้ต้องขังหญิงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสุขอนามัยเฉพาะเพศ อาทิ การเข้าถึงผ้าอนามัย ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย หรือบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมกับเพศสภาพ บางครั้งสิ่งพื้นฐานเหล่านี้กลับถูกมองข้ามภายใต้นโยบายที่ออกแบบจากมุมมองชายเป็นหลัก สิ่งของธรรมดาอย่าง ช้อน ที่ใช้กินอาหาร หรือ หวี ที่ใช้ดูแลเส้นผม กลับกลายเป็นของล้ำค่าที่ต้องใช้ร่วมกันหรือแย่งชิงเพียงเพื่อความสะดวกในการกินข้าว และการรักษาความสะอาด รวมถึงศักดิ์ศรีเล็กๆ ของความเป็นผู้หญิงท่ามกลางกำแพงสูงและข้อจำกัดของเรือนจำ

 

“ด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยของเรือนจำ ทำให้ ‘หวีพลาสติก’ เพียงอันเดียวจากแดนหญิง หากสามารถหลุดเข้าไปในแดนชายได้ จะกลายเป็นอาวุธทันที ส่งผลให้ ‘หวี’ อุปกรณ์เสริมความงามพื้นฐานที่ผู้หญิงทุกคนมี กลายเป็นสิ่งของต้องห้าม และต้องแบ่งกันใช้ของผู้ต้องขังหญิงกว่าร้อยคนในเรือนจำ”

 

โดยความเจ็บปวดนี้ยิ่งทวีคูณในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศที่เผชิญความท้าทายอยู่แล้วในโลกภายนอก เมื่อเข้าสู่เรือนจำการได้รับการตอบสนองต่อความต้องการของพวกเธอยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก การเข้าถึงปัจจัยทางสุขภาพเพื่อยืนยันเพศสภาพมีอย่างจำกัดในเรือนจำ แม้ว่าในหลายๆ เรือนจำจะอนุญาตให้ผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศเข้าถึงการรับฮอร์โมนแต่ยังคงจำกัดประเภทยาและให้ได้เฉพาะผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศหลายรายที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศแบบสมบูรณ์ไม่สามารถเข้าถึงฮอร์โมน หรือแต่งกายด้วยชุดผู้หญิงและไว้ผมยาวเพื่อยืนยันเพศสภาพได้ หนึ่งในสิ่งของที่สะท้อนความเจ็บปวดของผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศได้อย่างเด่นชัด คือ ขวดน้ำหอม ที่ผู้หญิงทั่วไปใช้สำหรับดับกลิ่น แต่สำหรับผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศ สิ่งนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้แทนแท่งขยายช่องคลอดสำหรับการดูแลหลังผ่าตัดแปลงเพศซึ่งเป็นของต้องห้ามในเรือนจำ แม้การกระทำนี้จะแสดงให้เห็นถึงความพยายามพลิกแพลงเพื่อเอาตัวรอดภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ถูกสุขลักษณะและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ด้วยความยากลำบากและขาดแคลนสิ่งจำเป็น หลายคนจึงละเว้นขั้นตอนการดูแลดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวได้

 

"ก่อนเข้ามาอยู่ในเรือนจำ เราเพิ่งผ่าตัดแปลงเพศได้ไม่นาน จำเป็นต้องใช้ ‘แท่งแยงโม’ เพื่อขยายช่องคลอดและป้องกันการหดตัวหลังผ่าตัดแปลงเพศ แต่อุปกรณ์นี้เป็นของผิดระเบียบที่ไม่สามารถนำเข้ามาในเรือนจำได้ ทำให้การดูแลหลังผ่าตัดทำได้ลำบากมาก เราเลยต้องพยายามหาวิธีดูแลรักษาเท่าที่มีในเรือนจำ จนในที่สุดก็ต้องนำขวดน้ำหอมทรงยาวครอบด้วยถุงยางอนามัยมาใช้แทนแท่งแยงโม เพื่อรักษาสุขอนามัยที่ดีของอวัยวะเพศที่เพิ่งผ่าตัดของเราไว้"

 

ผลพวงอย่างหนึ่งของการสูญเสียซึ่งสิ่งของและบริการคือการสูญเสียตัวตนและการตัดสินใจส่วนบุคคล ถือเป็นการการสูญเสียความเป็นอิสระส่วนบุคคล (The Deprivation of Autonomy)  ที่ผู้ต้องขังไม่มีอิสระในการควบคุมชีวิตประจำวันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการกิน นอน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ทุกการตัดสินใจถูกกำหนดโดยระบบของเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังกลายเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาอย่างสิ้นเชิง โดยทั่วไปคนเรามักแสดงความเป็นตัวเองผ่านรูปลักษณ์ภายนอกและวัตถุที่เราเป็นเจ้าของ แต่ในโลกหลังกำแพงนี้ เรือนจำมักควบคุมร่างกายของผู้หญิงในระดับละเอียด ตั้งแต่ทรงผม การแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ ไปจนถึงพฤติกรรมประจำวัน ทำให้ผู้ต้องขังหญิงรู้สึกว่าร่างกายและอัตลักษณ์ของตนถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐ  โดยเฉพาะในกรณีของผู้หญิงข้ามเพศที่ต้องเผชิญการปฏิเสธอัตลักษณ์อย่างรุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อแสดงออกถึงตัวตนและความเป็นเอกลักษณ์ ผู้ต้องขังหญิงหลายคนเลือกใช้เสื้อผ้าและรองเท้า ซึ่งเป็นสิ่งของที่ถูกกำหนดให้ใส่เหมือนกันทุกคน ให้เป็นพื้นที่เล็กๆ สำหรับการแสดงออกทางอัตลักษณ์ พวกเธอตกแต่งลวดลายหรือเพิ่มรายละเอียดเล็กน้อยให้แตกต่างจากผู้อื่น เป็นการยืนยันอิสระส่วนบุคคลแม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเครื่องแบบและกำแพงเรือนจำ

 

นอกจากการตกแต่งข้าวของเครื่องใช้แล้ว ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อคณะวิจัยให้ผู้ต้องขังหญิงเลือกสิ่งของที่สะท้อนตัวตนของพวกเธอ หลายคนมักเลือกผลงานที่เกิดจากการฝึกอาชีพภายในเรือนจำ เช่น งานเย็บปักถักร้อย งานประดิษฐ์ งานลูกปัด หรือภาพวาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยหล่อเลี้ยงความรู้สึกว่าชีวิตในเรือนจำยังคงมีคุณค่าและเป้าหมาย การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผลงานเหล่านี้จึงไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อนทางจิตใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ในการแสดงออกถึงตัวตน ความภาคภูมิใจ และศักยภาพของผู้ต้องขังหญิงแต่ละคนอย่างงดงามและทรงพลัง ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขฟื้นฟูที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะตามเพศภาวะของผู้หญิง ซึ่งมิได้หมายถึงกิจกรรมที่ถูกมองเหมารวมว่าเหมาะสมกับเพศหญิง เช่น การเย็บผ้า หรือการทำอาหารเท่านั้น แต่รวมถึงโปรแกรมที่หลากหลายครอบคลุมทั้งด้านการดูแลสุขภาพกายและจิต การศึกษา และการฝึกอบรมอาชีพที่สามารถสร้างโอกาสในการทำงานภายหลังพ้นโทษได้อย่างแท้จริง เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม

 

"ไบเบิลฉบับภาษาจีน ที่ญาติฝากเข้ามาให้ในเรือนจำ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ต้องขังหญิงกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้จากบ้านและครอบครัวมาไกลจากดินแดนที่สวยงามทางตอนเหนือของไทย"

 

ความเจ็บปวดประการสุดท้าย คือ การสูญเสียความมั่นคงปลอดภัย (The Deprivation of Security) สภาพแวดล้อมในเรือนจำอาจทำให้ผู้ต้องขังต้องเผชิญกับความกลัวต่อความปลอดภัยของตนเองอยู่ตลอดเวลา ความขัดแย้งระหว่างบุคคล การแย่งชิงอำนาจ และกฎระเบียบอันเข้มงวดของเรือนจำ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่มั่นคงและไร้ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ต้องขังหญิงต่างชาติและชนกลุ่มน้อยมักทวีความรุนแรงมากกว่าผู้ต้องขังหญิงทั่วไป เพราะนอกจากต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว พวกเธอยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ซ้อนทับอยู่ การสื่อสารที่ติดขัดจากความแตกต่างทางภาษา ทำให้ผู้ต้องขังต่างชาติและชนกลุ่มน้อยไม่สามารถเข้าใจคำสั่ง กฎระเบียบ หรือขอความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเพิ่มความรู้สึกหวาดกลัวและเปราะบาง ส่งผลให้รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในพื้นที่ที่ควรได้รับการคุ้มครอง นอกจากนี้ การขาดเครือข่ายสนับสนุนจากภายนอก เช่น ครอบครัวหรือชุมชน เนื่องจากความห่างไกลจากบ้านเกิด ยังยิ่งตอกย้ำความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง คัมภีร์ไบเบิลที่ถูกแปลด้วยภาษาที่ตนเข้าใจจึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเธอได้ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่าง

 

ความเจ็บปวดจากการถูกจองจำเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังหญิงไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้ ทว่าภายใต้ความเจ็บปวด สิ่งของเหล่านี้ได้ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้พวกเธอดำรงอยู่และรับมือกับชีวิตภายในเรือนจำได้อย่างมีความหมาย โดยเป็นทั้งที่พึ่งทางใจ เครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณ และหนทางในการเยียวยาความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการสูญเสียอิสรภาพ ช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงได้รักษาความเป็นตัวตนของตนเองไว้ ท่ามกลางพื้นที่ที่จำกัดและชีวิตที่ถูกควบคุมอย่างสิ้นเชิง

 

ในวาระครบรอบ 15 ปีแห่งการรับรองข้อกำหนดกรุงเทพ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อนระดับโลกเพื่อมุ่งสู่ระบบยุติธรรมที่มีความละเอียดอ่อนทางเพศภาวะ ผ่านการเฉลิมฉลองโอกาสนี้ด้วยการทบทวนความก้าวหน้าและข้อท้าทายที่เกิดขึ้นตลอดทศวรรษครึ่งที่ผ่านมาในการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนเพื่อพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติที่ยุติธรรม เท่าเทียม และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยภาพและวัตถุที่ปรากฏในบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิทรรศการ Through a Different Lens ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประสบการณ์ส่วนตัวของผู้หญิงที่มีประสบการณ์ตรงในกระบวนการยุติธรรม ขอเชิญร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 15 ปีแห่งข้อกำหนดกรุงเทพ และร่วมทำความเข้าใจสาระสำคัญของข้อกำหนดดังกล่าว พร้อมสัมผัสภาพและวัตถุจริงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลายได้ด้วยตนเองที่ TIJ

 

แหล่งอ้างอิง:

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย. (2562). ข้อกำหนดกรุงเทพ. สืบค้นจาก
https://knowledge.tijthailand.org/th/publication/detail/78#book/

 

Chuenurah, C., Owen, B., & Rao, P. (2022). Expanding the promise of the Bangkok Rules in Southeast Asia and beyond. In A. M. Jefferson & S. Jeffries (Eds.), Gender, criminalization, imprisonment and human rights in Southeast Asia (pp. 139–154). Emerald Publishing. https://doi.org/10.1108/978-1-80117-286-820221009

 

Penal Reform International. (2021). Guidance document on the Bangkok Rules (2nd ed.). Penal Reform International.
https://cdn.penalreform.org/wp-content/uploads/2021/12/BR_Guidance_Doc_English_Second_Edition.pdf

 

Penal Reform International & Thailand Institute of Justice. (2025). Global prison trends 2025. PRI; TIJ.

 

Sykes, G. M., & Western, B. (2007). The pains of imprisonment. In The Society of Captives: A Study of a Maximum Security Prison (REV-Revised, pp. 63–83). Princeton University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctv14164hw.9

21/04/2026